บนรถโดยสารสายราชสีมา-สุรินทร์อันแสนเบียดเสียดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเพศวัย จุดหมายของผมคือการกลับบ้านที่เชิงเขาพนมรุ้ง หลังจากที่ใช้เวลา 3-4 วันในการเฝ้าดูแลแม่ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดชิ้นเนื้อเล็กๆในร่างกายของแก ผมจากมาเมื่อแม่ได้รับอนุญาตจากหมอให้ออกจากโรงพยาบาลไปพักผ่อนที่บ้านได้ตามปกติ เท่าที่รับฟังข้อมูลทางการแพทย์พอสังเขป เข้าใจว่าอาการของแม่ไม่ได้ร้ายแรงมากนัก หญิงในวัยเดียวกันหรืออาจจะน้อยกว่าแม่ถูกตรวจพบสิ่งแปลกปลอมทำนองนี้กันเยอะพอสมควร
แต่ก็อย่างว่าครับ กับคนที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดหนสุดท้ายคือตอนคลอดลูกคนเล็กเมื่อ 30 ปีก่อน ผมพอสัมผัสได้ว่าแม่มีความหวั่นวิตกในใจไม่น้อย กระทั่งผมเองในวันที่เห็นแม่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้หลังจากผ่าตัดเสร็จ ก็รู้สึกสะท้อนใจและสงสารแกอยู่ในที จริงอยู่ที่ว่าความเจ็บไข้เป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็ชวนให้ผมรู้สึกแปลกแปร่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ ภาพแม่ในชุดแต่งกายของคนป่วยท่าทางอิดโรยมันย้ำเตือนให้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆว่า ความแก่เฒ่าชราได้คืบคลานเข้ามาใกล้เราอีกก้าวหนึ่ง ถ้าเปรียบเป็นเกมฟุตบอลเราก็คงผ่าน 45 นาทีสุดท้ายไปเกินครึ่งทางแล้ว
รถบัสแวะจอดรับผู้คนตามจุดต่างๆในตัวเมืองโคราชเป็นระยะ เวลาเย็นย่ำเช่นนี้หลายชีวิตเสร็จสิ้นภารกิจจากงานการและต่างต้องอาศัยพาหนะคันใหญ่นำพาตัวเองกลับถิ่นฐาน บางคนมาเดี่ยวเดินทางคนเดียว บางคนมาพร้อมเพื่อนฝูงพี่น้อง ผมได้ที่นั่งติดกับเด็กวัยรุ่นท่าทางเนิร์ดๆคนหนึ่ง ภายใต้แว่นตาหนาเตอะและผมสั้นเกรียนหนุ่มน้อยวุ่นวายกับโทรศัพท์มือถือตัวเองตลอดเวลา ผมเดาเอาว่ามันคงเป็นวิธีฆ่าเวลาอันแสนน่าเบื่อแบบเฉพาะตัวของเขา เห็นเช่นนั้นแล้วผมจึงลองกวาดตามองดูคนอื่นๆว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้างเมื่อจำเป็นต้องนั่งเจ่าอยู่บนเบาะเล็กแคบเป็นเวลานานๆ พบว่าแต่ละคนมีอิริยาบถแตกต่างกันไปตามความชอบใจ แปลกอยู่หน่อยก็ตรงที่ไม่เห็นใครนั่งนิ่งอ่านหนังสือในมือตัวเองเลยสักคน
ผมหยิบพ็อคเก๊ตบุ๊คที่ติดกระเป๋าขึ้นมาเปิดหาหน้าที่อ่านค้างไว้ มันใกล้ค่ำแล้วก็จริงแต่ก็ยังหลงเหลือแสงสว่างมากพอ พลิกย้อนกลับไปย่อหน้าที่เขียนไว้ว่า "สัมพันธภาพเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ" มีคำอธิบายเพิ่มเติมตามมาประมาณว่า สัมพันธภาพเป็นเรื่องของความใส่ใจอย่างพอเหมาะพอดี ไม่ใช่เรื่องของหน้าที่ หรือวินัยที่พึงปฏิบัติ ไม่ใช่การไปงานเลี้ยงรุ่นทุกปี ไปคารวะผู้ใหญ่ในวันสำคัญ แล้วถือทักเอาว่าครบถ้วนสมบูร ณ์ หากแต่คือการส่งต่อความรู้สึกดีๆถึงกันโดยไม่ต้องรอวาระโอกาสหรือกระมิดกระเมี้ยนเขินอาย ผมเห็นด้วยตามนี้ทั้งหมด แถมยังรู้สึกนิดๆด้วยว่า ถ้านับกันเฉพาะในครอบครัวแล้วนี่คือข้อสอบผมคงทำคะแนนได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
คิดถึงตรงนี้ผมก็อ่านหนังสือต่อไม่ได้แล้ว เฉไฉมองไปนอกหน้าต่างพลางคิดกลับไปกลับมาถึงสิ่งที่วิ่งวนเข้ามาในหัว ไม่นานนาทีต่อจากนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นพ่อที่โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว คุยกับแกได้นิดหน่อย แม่ก็เข้ามาพูดแทนพร้อมกับถามผมสั้นๆว่า "แล้วจะได้อะไรกินข้าวเย็น ??" ผมตอบไปว่าไม่ใช่ปัญหาเจียวไข่หรือไม่ก็ต้มมาม่าสักห่อก็พอแล้ว "ถึงบ้านแล้วโทรมาบอกแม่ด้วยนะ" ผมรับคำแล้วก็กดวางหู ในใจรู้สึกเต็มตื้นเป็นที่สุด นี่ขนาดว่าแม่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับแผลผ่าตัดบนร่างกาย แกก็ยังไม่วายเป็นห่วงเป็นใยลูกชายโดยไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ เลยสักนิด
นึกย้อนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ผมยืนอยู่ตรงประตูบ้านแม่เพื่อกล่าวคำร่ำลา บอกตามตรงว่านาทีนั้นอยากเดินเข้าไปหาแม่แล้วนั่งลงข้างๆ พูดกล่าวอะไรที่ให้กำลังใจ ให้ผ่อนคลายจากทุกข์กังวลเรื่องความเจ็บป่วย แต่ผมก็ไม่ได้ทำและต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ก็ยังไม่กล้ารับปากด้วยซ้ำว่าจะแก้ไขอะไรจากเดิมได้ไหม ... ...
รถจอดเทียบที่ศาลาหน้าโรงเรียนเลยบ้านผมไปไม่กี่ร้อยเมตร หลังก้าวลงจากรถผมเลือกที่จะเดินเท้ากลับบ้านเองแทนที่จะเรียกให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างไปส่งเช่นปกติ ท้องฟ้ายามค่ำปลอดโปร่งไร้เมฆบังจันทร์ ผมทอดน่องสูดกลิ่นไอดินจางๆ ที่ลอยขึ้นมาจากท้องนา สลับไปกับเสียงถอนหายใจเบาๆ ผมครุ่นคิดอยู่ในหัวว่า ...
วิธีการไหนกันที่จะช่วยให้เราทำโจทย์ข้อสอบเรื่อง "สัมพันธภาพ" ให้ได้คะแนนมากขึ้นกว่าเดิม ... ... ...
**หมายเหตุ** "สัมพันธภาพเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ" คนพูดประโยคนี้ชื่อ "ศุ บุญเลี้ยง" ครับ !!
กับความทุกข์น่าจะเป็น
ของที่อยู่ใกล้กันนะค่ะ คริ ๆ